สรุปความเคลื่อนไหวของแวดวง Web2.0 ในรอบปี 2008
ในรอบปี 2008 ที่ผ่านมา มีบริการ Web2.0 ต่างๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย ซึ่งวัตถุประสงค์ของบริการเหล่านี้ มีทั้งความต้องการสร้าง “New Media” หรือ สื่อใหม่เพื่อใช้ในการสื่อสารการตลาด เช่น Blog และ Social Networking หรือแม้แต่บริการที่ทำออกมาเพื่อช่วยให้การใช้งานอินเตอร์เน็ตในแต่ละวัน มีความสะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น การเก็บรูปถ่ายออนไลน์ การแก้ไขเอกสาร Presentation ออนไลน์ เป็นต้น
บริการเหล่านี้ ล้วนมีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของคนเราในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นการอ่าน การเขียน การเข้าสังคมกับเพื่อนฝูงทางออนไลน์ ทำให้ในแต่ละวัน เรามีแนวโน้มที่จะใช้อินเตอร์เน็ตนานมากขึ้น
ลองมาดูกันครับ ว่าความเคลื่อนไหวของโลกออนไลน์ในยุค Web2.0 ทั้งปี 2008 ที่ผ่านไป และปี 2009 ที่กำลังจะเกิดขึ้น มาอะไรบ้าง
“New Media” และ “Social Media”
New Media หรือ “สื่อใหม่” เริ่มมาอยู่ในกระแสนิยมหลัก ทั้งของบรรดาบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ หรือแม้แต่บรรดา Media Agency ทั้งหลาย วัดได้จากการทุ่มงบโฆษณา การเพิ่มของรูปแบบธุรกิจใหม่ๆที่เกิดขึ้น และแม้แต่องค์กรที่ไม่แสวงหากำไรต่างๆก็เลือกที่จะใช้ New Media เป็นเครื่องมือในการโฆษณาประชาสัมพันธ์มากยิ่งขึ้น
เมื่อมองไปที่สภาพเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา ปัจจัยการใช้งบประมาณด้านการสื่อสารการตลาด ได้ถูกจัดสรรค่อนข้างรัดกุมมากขึ้น โดยการใช้สื่อวิทยุ โทรทัศน์ ที่มีค่าใช้จ่ายสูงมักจะถูกพิจารณาตัดงบประมาณเป็นตัวเลือกแรกๆ แม้แต่สื่อตามสถานที่สาธารณะต่างๆ(Outdoor Media) เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงหนัง ฯลฯ ก็ทำให้ผู้บริโภคที่ไม่ได้เป็นกลุ่มเป้าหมายอาจจะเกิดความรู้สึกว่าโดนยัดเยียดมากเกินไป ก็ทำให้เกิดกระแสต่อต้านขึ้นมาได้
การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายวงกว้างด้วยวิธีการใช้สื่ออินเตอร์เน็ตด้วยวิธีดั้งเดิมนั้น จะใช้รูปแบบการลงโฆษณาบนแบนเนอร์ของเว็บไซต์ชื่อดังแล้วรอให้โฆษณาผ่านตาผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์
แน่นอนว่าตำแหน่งของแบนเนอร์ที่เจ้าของเว็บไซต์คิดว่าวางอยู่ในตำแหน่งที่เด่นชัดที่สุดแล้วนั้นมีจำกัด ทำให้ต้องเลือกใช้วิธีการ “สุ่ม” เปลี่ยนเนื้อหาโฆษณาไปเรื่อยๆ หากมีจำนวนโฆษณารอคิวเพื่อแสดงผลบนแบนเนอร์นั้นมากก็ไม่อาจรับประกันว่าจะผ่านสายตาผู้ชม และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในมากน้อยเพียงใด
แต่ในยุคของ New Media นักการตลาดสามารถเลือกวิธีการที่เป็น Consumer-Oriented ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อทราบถึงข้อมูลเบื้องต้นของกลุ่มเป้าหมาย ก็สามารถเจาะลึกไปถึงในระดับบุคคล เช่น เพศ อายุ ไลฟ์สไตล์ และเลือกยิงโฆษณาที่เกียวข้องไปยังหน้าเว็บไซต์ที่กลุ่มเป้าหมายเข้ามาใช้ประจำได้
อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนจุดหนึ่งของการเลือกใช้ New Media เป็นเครื่องมือด้านสื่อ ก็คือ จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศไทยยังมีอยู่เพียง 15.5% จากจำนวนประชากรทั้งหมด (ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2550) ทำให้การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายยังคงมีอย่างจำกัด
(Yankee Group Research บริษัทชั้นนำเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาด้าน IT/Technology ได้พยากรณ์แนวโน้มมูลค่าตลาดโฆษณาออนไลน์ในสหรัฐอเมริกาไว้ว่ามูลค่าอาจสูงถึง 205,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯในปี 2011 )
“Social Media” จาก Blog สู่ Microblogging
เนื่องจากความต้องการในการใช้สื่อออนไลน์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทต่างๆ ที่ทำธุรกิจ Web2.0 พยายามสร้างสรรค์บริการใหม่ๆ เพื่อนำเสนอเป็นอีกช่องทางหนึ่งของ New Media ในการหารายได้จากค่าโฆษณาออนไลน์อันมีมูลค่ามหาศาลในปัจจุบัน
หนึ่งใน New Media ที่ถือเป็นกุญแจสำคัญของโลกออนไลน์ในปัจจุบัน คือ Weblog หรือเรียกสั้นๆว่า Blog
ปัจจุบัน Blog ได้กลายเป็นช่องทางหนึ่งที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตมักจะใช้ในการสื่อความคิด ความเห็นต่างๆ ของตัวเอง ให้คนอื่นรับรู้ และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge Exchange) ขึ้นระหว่างผู้ใช้อินเตอร์เน็ตด้วยกัน
จากมุมมองที่สะท้อนความคิด ความเห็นจากผู้คนที่หลากหลายในสังคมออนไลน์ ทำให้ Blog ได้รับคำจำกัดความอีกคำหนึ่งว่า “Social Media”
เมื่อข้อจำกัดด้านสร้างเว็บไซต์ส่วนตัวลดน้อยลง เนื่องมาจากผู้ให้บริการ Blog รายใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็น Blogger.com, WordPress.com หรือแม้แต่ Exteen.com ของคนไทย ได้สร้างระบบที่ง่ายสำหรับผู้ใช้ในการสร้าง Blog ส่วนตัว ทำให้จำนวน Blog เพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก จนกลายเป็น Social Media อีกอันที่น่าจับตามอง
| Blog ไหนที่มีคนติดตามอ่านเป็นจำนวนมากจนเรียกได้ว่า Blog นั้นได้กลายเป็น “New Influencer”
หรือ ผู้ทรงอิทธิพลทางความคิด ซึ่งข้อเขียนของ Blogger คนนั้น มีอิทธิพลในการโน้มน้าวผู้อ่านให้เห็นคล้อยตามได้ ตัวอย่างเช่น Blog ของนาย Walt Mossberg (http://walt.allthingsd.com) คอลัมนิสต์ข่าวไอทีของ Wall Street Journal ที่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการรีวิว Gadget หรือ แอพลิเคชั่นที่ออกใหม่ต่างๆ หรือ Blog ของนาย Michael Arrington (http://www.techcrunch.com) ซึ่งหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลในแวดวง Web2.0 เป็นอย่างมาก เนื่องจาก Blog นี้ จะเป็นการเขียนวิจารณ์เว็บและบริการ Web2.0 ใหม่ๆ เมื่อพิจารณาถึงหลักสื่อสารการตลาด อาจจะเรียกได้ว่า ความคิดเห็นของ Blogger ผู้ทรงอิทธิพล เป็นรูปแบบหนึ่งของ Personal Selling ที่อาศัยความผูกพันกับผู้อ่านทางความคิดเห็น และเป็น Testimonial Marketing ที่อาศัยการนำประสบการณ์การใช้งานจริงมาแนะนำต่อ Blog จึงเป็นหนึ่งใน Communication Channel หนึ่งที่ผู้ใช้ Media น่าจะให้น้ำหนักความสำคัญมาก ยิ่งขึ้น |
Microblogging กับการกำเนิดของสื่อพลเมือง
ในปี 2008 ที่ผ่านมา นอกเหนือจาก Blog แล้ว “Social Media” อีกประเภทหนึ่งที่เริ่มได้รับความนิยมอย่างสูงก็คือ “Microblogging” หรือ การเขียน Blog ด้วยข้อความสั้นๆ เช่น กำลังทำอะไร จะไปไหน หรือ รายงานสภาพอากาศ รายงานสภาพการจราจรจากสถานที่ต่างๆ ที่ผู้เขียน “Microblogging” นั้นจะเขียน โดยจะมีเพื่อนหรือคนที่รู้จักคอยรับข้อความอัพเดทต่างๆที่ถูกส่งเข้ามาและสามารถตอบกลับไปได้ในทันที
คนหนึ่งคน อาจจะกลายเป็นผู้ส่งสารหาคนเป็นจำนวนร้อยคน พันคน หรือแม้แต่หมื่นคนได้ในชั่วเวลาคลิกเดียวและผู้รับสามารถนำข้อความนั้นมาส่งต่อให้กับเพื่อนนับร้อยนับพันของตัวเองได้อีก สร้างตัวคูณทางข่าวสาร (Multiplier) ได้ในเวลาที่รวดเร็ว
บริการ “Microblogging” ที่ดังที่สุดในปัจจุบันมีชื่อว่า “Twitter ” (www.twitter.com) ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ด้วยอัตราการเติบโตของเว็บกว่า 753% ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 1 ปี จากจำนวนผู้ใช้ วันละ 5 แสน จนถึงผู้ใช้วันละเกือบๆ 5 ล้านในปัจจุบัน
(การเติบโตของ “Twitter.com” กว่า 753% ในระยะเวลาเพียงแค่ 1 ปี)
![]()
(Source : Stats from Compete.com Dec.2007 – Dec.2008)
Online Marketing Campaign ที่ประสบความสำเร็จที่สุดแห่งปี 2008 คือ “Obama Campaign”
จำนวนผู้ที่มาเป็นเพื่อนกับ Obama ใน Twitter เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ มีสูงถึง 170,968 คน |
Social Networking เครื่องมือการตลาดตัวใหม่ของนักการตลาด
อีกหนึ่งบริการที่ได้รับความนิยมไม่แพ้ Blog และ Microblogging คงหนีไม่พ้นบริการออนไลน์ที่เรียกว่า “Social Networking” หรือ เครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่บรรดาผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ต่างใช้เพื่อกิจกรรมสังคมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหาเพื่อน หาคู่ และ ใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารอีกอันหนึ่ง นอกจากการใช้อีเมล์และแชท
จากรายงานการวิจัยที่ชื่อว่า “Digital World” ของ บริษัท ComScore พบว่า บริการออนไลน์ที่เติบโตมากที่สุด คือ บริการ “Social Networking” ที่มาแรงแซงหน้าบริการออนไลน์แบบเก่าๆ อย่าง “เว็บท่า” (Portals) อีเมล์ แชท หรือแม้กระทั่งบริการค้นหาข้อมูล (Search Engine) โดยมีการเติบโตของตลาดโดยรวม กว่า 60%
และด้วย Penetration Rate ที่ต่ำเพียงกว่า 30% จากผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลก ทำให้เห็นได้ว่า บริการ “Social Networking” นี้ ยังมีศักยภาพในการเติบโตอยู่มาก
(กราฟ แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง การเติบโตของบริการออนไลน์และ Penetration Rate แยกเป็นประเภท)
![]()
(Source: comScore “Digital World” – State of the Internet (March 2008))
จากข้อมูลของ The Nielsen ที่ทำการวิจัยเก็บสถิติเว็บไซต์ด้าน “Social Networking” ที่ได้รับความนิยมสูงสุด 10 อันดับแรก พบว่า เว็บ Social Networking ที่มีผู้ใช้เป็นจำนวนมากและมีอัตราการเติบโตที่สูง คือ เว็บที่ชื่อว่า “Facebook” ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงถึง 116% จากปีก่อนและมีจำนวนผู้ใช้ในแต่ละวัน สูงถึง 39 ล้านคน ทั่วโลก
(ตารางที่ 1: Top 10 เว็บ Social Networking ของสหรัฐฯ ในเดือนกันยายน 2008)
| Rank (by UA) |
Top Social Networking Sites: Sept. 2008 |
Sept. 2007: Unique Audience (in 000s) |
Sept. 2008: Unique Audience (in 000s) |
% Growth: Year Over Year |
| 1 | Myspace.com | 58,581 | 59,352 | 1% |
| 2 | 18,090 | 39,003 | 116% | |
| 3 | Classmates Online | 13,313 | 17,075 | 28% |
| 4 | 4,075 | 11,924 | 193% | |
| 5 | Windows Live Spaces | 10,275 | 9,117 | -11% |
| 6 | Reunion.com | 4,845 | 7,601 | 57% |
| 7 | Club Penguin | 3,769 | 4,224 | 12% |
| 8 | AOL Hometown | 7,685 | 3,909 | -49% |
| 9 | Tagged.com | 898 | 3,857 | 330% |
| 10 | AOL Community | 4,017 | 3,079 | -23% |
Source: The Nielsen Company, Custom Analysis (September 2008)
สถิติอื่นๆที่น่าสนใจของ Facebook
|
จากข้อมูลเชิงสถิติและงานวิจัยด้านธุรกิจออนไลน์หลายๆแห่ง ได้ตอกย้ำถึงความนิยมในบริการ “Social Networking” ที่กลายเป็นเทรนด์ที่มาแรงแซงหน้าบริการออนไลน์ทุกอย่าง ในรอบปี 2008 ที่ผ่านมา
และสิ่งที่ข้อมูลจากหลายๆสำนักวิจัยที่มีชื่อเสียง นำเสนอตรงกัน ก็คือ การก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้าน Social Networking ของ Facebook ที่อดีตเคยจำกัดการให้บริการเพียงนักเรียนและนักศึกษาในสหรัฐฯเท่านั้น
(ตารางที่ 2: เว็บ Social Networking ที่เติบโตเร็วที่สุดในสหรัฐฯ จากเดือนกันยายน 2007 ถึง กันยายน 2008)
| Rank (by Sept. YOY UA growth) |
10 Fastest Growing Social Networking Sites: Sept. 2008 |
Sept. 2007: Unique Audience (in 000s) |
Sept. 2008: Unique Audience (in 000s) |
% Growth: Year Over Year |
| 1 | Twitter.com | 533* | 2,359 | 343% |
| 2 | Tagged.com | 898 | 3,857 | 330% |
| 3 | Ning | 842* | 2,955 | 251% |
| 4 | 4,075 | 11,924 | 193% | |
| 5 | Last.fm | 850 | 1,879 | 121% |
| 6 | 18,090 | 39,003 | 116% | |
| 7 | MyYearbook | 1,422 | 3,056 | 115% |
| 8 | Bebo | 1,299 | 2,418 | 86% |
| 9 | Multiply | 592 | 941 | 59% |
| 10 | Reunion.com | 4,845 | 7,601 | 57% |
(Source: The Nielsen Company, Custom Analysis (September 2008).
การก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้าน “Social Networking” แซงหน้ายักษ์ใหญ่อย่าง “Myspace.com” ที่ถือว่าเป็น First Mover และเป็นยักษ์ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลที่สุดรายหนึ่งของธุรกิจออนไลน์
โดยปัจจัยหลักที่ตำแหน่งของผู้นำ เปลี่ยนมือ ได้แก่ การเปิดตัว “Facebook Platform” ในปี 2007
“Facebook Platform” เป็นการเปิดโอกาสให้นักพัฒนาแอพลิเคชั่นจากทั่วโลกได้ใช้ประโยชน์จาก Infrastructure รวมไปถึงฐานข้อมูลผู้ใช้ของ Facebook บางส่วนในการสร้างแอพลิเคชั่นเพื่อรองรับความต้องการต่างๆของผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเกม โปรแกรมอ่านข่าว โปรแกรมเก็บรูปถ่าย และโปรแกรมอื่นๆกว่า 52,000 โปรแกรม ให้ผู้ใช้ Facebook เลือกใช้งาน
(จำนวน Facebook Application 10 อันดับแรกที่มีผู้ใช้งานต่อวันมากที่สุด)
![]()
ความสำเร็จของการเปิดโอกาสนี้เอง ทำให้มีนักพัฒนาแอพลิเคชั่นกว่า 660,000 คน สร้างแอพลิเคชั่นมากมาย ทั้งใช้งานฟรีและเสียเงินใช้ จนพัฒนาเป็นเศรษฐกิจแบบ Facebook (Facebook Economy) ขึ้นมา
ปัจจุบัน มีผู้ใช้งานแอพลิเคชั่นบน Facebook ถึง 95% จากจำนวนผู้ใช้ทั้งหมด
| การที่บุคคล หรือองค์กร มีการเชื่อมต่อกันไม่ว่าด้วยทางใดทางหนึ่ง เช่น แนวคิด ความชอบ
ชีวิตประจำวัน งานอดิเรก ความต้องการพิเศษอื่นๆที่สอดคล้องกันเป็นสังคมขึ้นมา และการเกิด Social Networking นี้ทำให้นักการตลาดสามารถวางกลยุทธการใช้สื่อ Below the line สำหรับการจัดกิจกรรมเฉพาะกลุ่มในลักษณะ 2-ways Communication ทั้งในแบบ online และการจัดในสถานที่จริง (Offline) เพื่อลดข้อจำกัดในการเข้าถึงอินเตอร์เนทของประชากร โดยมีเครือข่ายสังคมเป็นสื่อแทน ตัวอย่างของการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อเป็นสื่อ คือ การจัด BarCamp ที่เป็นคำศัพท์เรียก สำหรับการประชุม หรือ พบปะ (ซึ่งไม่เป็นทางการพอที่จะเรียกว่าสัมมนา) โดยบุคคลต่างๆที่มีความสนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ณ เวลาใดเวลาหนึ่งกำหนดหัวข้อการพบปะขึ้นมา (User Generated Conference) โดยจะมีทั้งแบบออนไลน์และพบหน้ากัน ซึ่งนักการตลาดสามารถวางแผนการใช้โอกาสนี้ในการเข้าถึงเครือข่ายสังคมเพื่อใช้เป็นสื่อขึ้นมาได้ |
Open Platform และ Mashup ปลดแอกจินตนาการแอพลิเคชั่น
จากความสำเร็จในการ สร้าง “Platform” และ “เปิดโอกาส” (Open) ของ Facebook นั่นเอง ได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อวงการ Web2.0 และกลายเป็นเทรนด์ที่สำคัญที่สุดใน ปี 2008
ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง “OpenID” ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาเป็นบัตรผ่านใบเดียว (Single Login) ที่ “เปิด” ให้ทุกบริการบนอินเตอร์เน็ตเรียกใช้ โดยไม่จำเป็นต้องสมัครบริการนั้นๆใหม่ ซึ่งทำให้ผู้ใช้เจอปัญหาในการจดจำ Login และ รหัสผ่าน ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
หรือแม้แต่การที่ยักษ์ใหญ่ด้านออนไลน์อย่าง Google พยายามผนึกพลังพันธมิตรยักษ์ใหญ่ที่ให้บริการด้าน Social Networking ต่างๆมากมาย เพื่อให้มาใช้บริการ “OpenSocial” ซึ่งเป็น Platform ที่ตนพัฒนาขึ้นและ “เปิด” ให้ทุกคนใช้ ในการสร้างแอพลิเคชั่นมารองรับผู้ใช้ใน Social Networking ของตนเอง
และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จากบรรดาผู้ให้บริการ “Social Networking” รายใหญ่ เช่น Bebo.com, Hi5.com , MySpace.com, LinkedIn.com รวมไปถึง Yahoo.com
ตัวอย่างของการ “Mashup” เช่น บริการแผนที่ของ Google (Google Map) ถ้าจับมารวมกับ การถ่ายรูปบนโทรศัพท์ สิ่งที่เราจะได้ ไม่ใช่แค่เพียงรูปถ่ายเท่านั้น แต่จะเป็นรูปถ่ายรวมกับพิกัดแผนที่ เมื่อเราอัพโหลดรูปถ่ายใบนี้ลงไปในเว็บ “Mashup” ผู้ใช้เว็บทุกคน จะสามารถรู้ได้ว่า รูปถ่ายนี้ ถ่ายมาจากสถานที่ไหน เมืองไหน และอาจจะรู้ได้ว่า ในโลกนี้มีรูปถ่ายไหนบ้างที่ถ่ายจากสถานที่ใกล้เคียงกัน
(บริการ MapJack.com เป็น Mashup ระหว่าง Google Map และ การค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆของไทย)
(บริการ GlobalIncidentMap.com เป็น Mashup ระหว่าง Google Map และ ข่าวอุบัติเหตุต่างๆทั่วโลก ทำให้รู้ได้ทันทีว่าเกิดเหตุการณ์สำคัญหรืออุบัติเหตุอะไรในโลกบ้าง)
Software as a Service
ในรอบปี 2006-2007 ที่ผ่านมา ยักษ์ใหญ่บนโลกออนไลน์อย่าง Google ได้พัฒนาเว็บแอพลิเคชั่น ที่ใช้สำหรับงาน Office เรียกว่า “Google Docs” โดยสามารถสร้างเอกสารทั้งด้าน Word Processing, Spreadsheet และ Presentation โดยเอกสารที่สร้าง สามารถบันทึกไฟล์ให้ออกมาในรูปแบบที่ใช้ Microsoft Office เปิดได้ทันที ซึ่งในปี 2008 ที่ผ่านมา ได้มีการพัฒนาปรับปรุงชุด Google Docs เป็นอย่างมาก จนเรียกได้ว่า เกือบจะใช้แทนชุด Microsoft Office ได้เลย
ตัวอย่าง “Software as a Service” ที่ได้รับความนิยม
(บทความนี้ ผู้เขียนใช้ Google Docs ในการเขียน)
ใน ปี 2009 คาดว่าจะเป็นปีที่มีเว็บแอพลิเคชั่นที่มีความสามารถสูงขึ้น จนช่องว่างระหว่างเว็บแอพลิเคชั่น และ แอพลิเคชั่นบน PC ลดน้อยลง ทั้งแอพลิเคชั่นด้าน Office, ตัดต่อภาพ และวิดีโอ
(โปรแกรม “Keynote” ของ Apple Inc. ที่ใช้ในการทำ Presentation บนแมค ได้กลายมาเป็นเว็บแอพลิเคชั่นแล้ว ในชื่อว่า “iWork.com”)
(เว็บแอพลิเคชั่น “Photoshop Express” ที่ใช้ตัดต่อภาพถ่ายแบบออนไลน์)
(เว็บแอพลิเคชั่น “JumpCut” ที่ใช้ตัดต่อวิดีโอแบบออนไลน์)
แนวโน้มของ Web 2.0 ในปี 2009
จากการสังเกตุสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดช่วงระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา
บางบริการได้เริ่มต้นสร้าง Market Segment ใหม่ๆของตัวเอง แม้ว่าอาจจะยังไม่ใหญ่นัก แต่เนื่องจากพฤติกรรมผู้ใช้อินเตอร์เน็ต เริ่มเปลี่ยนไป ทำให้บริการต่างๆเหล่านี้ มีศักยภาพสูงที่จะเปลี่ยนแปลงจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ มาเป็นแนวโน้มที่สำคัญของอุตสาหกรรมได้
ทางผู้เขียนจึงขอรวมรวบบริการต่างๆที่น่าสนใจและมีแนวโน้มสูงที่จะกลายเป็นเทรนด์ของปี 2009 ดังนี้
Lifestreaming ยิ่งรวมกัน ชีวิตออนไลน์ยิ่งง่ายขึ้น
บริการออนไลน์ใหม่ๆบนอินเตอร์เน็ต ในยุคของ Web2.0 นั้น เกิดขึ้นตลอดเวลา
ทั้งช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ช่วยในการติดตามข่าวสาร หรือเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ติดต่อสื่อสารกับเพื่อนหรือคนที่รู้จัก
Web 2.0 มีส่วนช่วยในการเข้าสังคมต่างๆ ทำให้ชีวิตในวันหนึ่งๆของเรา ต้องเข้าไปในหลายๆเว็บเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของเพื่อนร่วมสังคมออนไลน์ที่เรารู้จัก
ตัวอย่างเช่น การอัพโหลดภาพถ่ายลงในเว็บไซต์ Flickr.com, การอัพโหลดวิดีโอคลิปส่วนตัวเข้าไปใน YouTube.com, การอัพเดท Blog และ Microblogging ส่วนตัว และการอัพเดท Social Networking หลายๆเว็บที่เป็นของตัวเอง
เมื่อบริการ Web2.0 ส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะ “เปิด” (Open Platform) และอนุญาตให้ “Mashup” กันได้ ทำให้เกิดแนวคิดในการรวบรวมกิจกรรมออนไลน์ทั้งหลายที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ให้เป็นหนึ่งเดียว เรียกว่า “Lifestreaming” หรือ “Activity Streaming” เพื่อเพิ่มความสะดวกในการบริหารจัดการและง่ายต่อการแชร์ให้เพื่อนในสังคมออนไลน์ ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของตัวเรา
บริการ “Lifestreaming” เริ่มถือกำเนิดขึ้นในปี 2008 และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะนักท่องอินเตอร์เน็ตทั้งหลาย เริ่มมีกิจกรรมออนไลน์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ตัวอย่างของบริการ “Lifestreaming” ที่โดดเด่นที่สุดและเป็นผู้บุกเบิกบริการในลักษณะ ก็คือ “FriendFeed.com” ซึ่งเป็นบริการที่อดีตพนักงานที่ลาออกจาก Google เป็นผู้สร้างขึ้น
(บริการ “Lifestreaming” ที่ชื่อว่า “FriendFeed.com”)
(บริการต่างๆที่ “FriendFeed” สามารถดึงมารวมเป็น “Lifestreaming” ได้)
Longtail Social Networking
บริการ “Social Networking” หลายๆบริการในปัจจุบัน เช่น Hi5.com, Facebook.com เรียกได้ว่าเป็น “Mass Community” โดยมีจุดประสงค์หลัก คือ ดึงคนจากที่ต่างๆให้มารวมกันให้มากที่สุด
เน้นปริมาณของผู้ใช้เป็นหลัก ขาดปัจจัยหลักๆที่อาจจะจำเป็นในการสร้างความสัมพันธ์บางอย่างไป เช่น ความสนใจร่วมกัน ความชอบสิ่งของสิ่งเดียวกัน ความชอบนักร้อง ดาราคนเดียวกัน หรือ เชียร์ทีมฟุตบอลทีมเดียวกัน
ทำให้เกิด”Social Networking”อีกรูปแบบหนึ่งที่เน้นความสนใจร่วมกันและมีคุณลักษณะเฉพาะด้าน เพื่อรองรับกลุ่มผู้ใช้ที่มีความต้องการเฉพาะเจาะจง เช่น “PatientsLikeMe.com” ซึ่งเป็น “Social Networking” ของคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคต่างๆ เข้ามาบอกเล่าอาการป่วยที่ตนเจอ และประสบการณ์ที่ได้รับในการรักษาโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยารักษาโรค วิธีการรักษาแบบต่างๆ รวมไปถึงการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อร่วมฟันฝ่าให้หายจากโรคที่ตนป่วย
(บริการ “Longtail Social Networking” สำหรับคนไข้ ที่ชื่อว่า “PatientsLikeMe.com”)
เมื่อมี “Social Networking” ของคนไข้ ก็ย่อมมี “Social Networking” ของบรรดาแพทย์ผู้รักษา ชื่อว่า “Sermo.com” ที่บรรดาแพทย์กว่า 90,000 คนเข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการแพทย์ ประสบการณ์ในการรักษาโรคต่างๆ รวมไปถึงประสบการณ์ในการเจอคนไข้
(บริการ “Longtail Social Networking” สำหรับบรรดาหมอ ที่ชื่อว่า “Sermo.com”)
Geolocation
ในปี 2008 ที่ผ่านมา มีโทรศัพท์มือถือหลายๆรุ่นได้ใส่ function การทำงานของ GPS เพื่อใช้ในการค้นหาตำแหน่งต่าง ทำให้ Application ที่ใช้ประโยชน์จากตำแหน่งของ GPS เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Navigator ที่ใช้ในการนำทาง ระบบแผนที่และการค้นหาสถานที่ต่างๆ
ภาพถ่ายที่ถูกถ่ายจากโทรศัพท์ที่มี GPS มักจะมีลูกเล่นที่สามารถฝังตำแหน่งพิกัดของ GPS ลงไปใน Metadata ของภาพถ่ายเหล่านั้น เพื่อบ่งบอกว่าภาพถ่ายนั้นๆ ถูกถ่ายมาจากสถานที่ใด ตำแหน่งพิกัดบนแผนที่เท่าไหร่ เรียกว่า “Geolocation”
(แอพลิเคชั่น “Twinkle” บนไอโฟน ใช้ “Geolocation” ผสมผสานกับ “Microblogging” ในการโพสต์ข้อความลงไปใน “Twitter”)
เมื่อภาพถ่ายเหล่านั้น ถูกอัพโหลดขึ้นไปเก็บบนเว็บไซต์แชร์ภาพถ่ายดิจิตัล เช่น “Flickr.com” ของ Yahoo!, “Picasa” ของ Google หรือแม้กระทั่งเว็บไซต์ด้าน “Social Networking” ชื่อดังอย่าง “Facebook” เอง ซึ่งเว็บไซต์เหล่านี้จะอ่าน Metadata และดึงข้อมูลตำแหน่งและสถานที่ไปแสดงบนหน้าเว็บโดยอัตโนมัติ ทั้งภาพสถานที่และรูปบนแผนที่เอง
เรียกได้ว่า นอกจากจะเป็นการแชร์ภาพถ่ายแล้วยังเป็นการแชร์ Location เพื่อนำไปสู่การแชร์ประสบการณ์ร่วมในสถานที่นั้นๆอีกด้วย
Mobile Social Networking
บริการ “Social Networking” ต่างๆ นอกจากจะมีอยู่บนเว็บไซต์ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตได้เข้าไปใช้งานแล้ว
ยังขยายการเข้าถึงจากโทรศัพท์มือถือ ทั้งในรูปแบบของ Mobile Web และ Application ที่ติดตั้งลงบนเครื่องโทรศัพท์นั้นๆ
จุดประสงค์หลักๆ ก็คือ เพิ่มช่องทางการเข้าถึงจากผู้ใช้ให้มากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าไปใช้บริการได้จากทุกที่ ทุกเวลา เหมือนพก “Social Networking” ติดตัวไปด้วย
และแน่นอนว่า หนึ่งใน Feature หลักที่ถูกใส่เข้าไปเพิ่มเติมนอกจาก feature ที่เว็บไซต์ทำได้
นั่นก็คือ “Geolocation” ที่ทำให้รู้ว่า ผู้ใช้คนนั้น ถ่ายรูปอัพเดท โพสต์ข้อความลงบน “Social Networking” มาจากที่ไหน และดึงเพื่อนร่วม Network ที่อยู่ละแวกใกล้ๆกันให้มาคุยกัน มาทำความรู้จักกัน
(แอพลิเคชั่น “Facebook” บนมือถือ iPhone ที่มีผู้ใช้ ถึง 4,495,780 คน ต่อเดือน)
การเคลื่อนย้ายข้าม “Social Networking” (Social Networking Portability)
ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตคนเดียวกัน อาจจะเป็นสมาชิก “Social Networking” หลายๆแห่ง เนื่องจากมีกลุ่มเพื่อนหรือมีสังคมที่แตกต่างกัน เช่น ใน “Hi5” เราอาจจะมีเฉพาะเพื่อนสนิท เพื่อนที่เรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน และใน “Facebook” เราอาจจะมีเฉพาะเพื่อนที่ทำงาน เหมือนในชีวิตประจำวันจริงๆ ที่เมื่ออยู่ที่ทำงานก็จะมีเพื่อนร่วมงาน ที่คนละกลุ่มกับเพื่อนสมัยเรียน หรือสรุปได้ว่า เราจะมีความสัมพันธ์ที่แตกต่างกันในหลายรูปแบบเมื่ออยู่ในสังคมที่แตกต่างกัน (Different type of relationships)
นอกจากการมีเพื่อนคนละกลุ่มแล้ว เรายังอาจต้องการแสดงตัวตนที่แตกต่างออกไป ตามสังคมที่เราอยู่ เช่น เราอาจจะต้องการแชร์รูปในทริปที่ไปเที่ยว หรือเขียน Blog แบบเฮฮาให้กับเพื่อนที่อยู่ใน “Hi5” ดูเท่านั้น แต่ไม่อยากให้เพื่อนใน “Facebook” เห็นรูปนี้และต้องการให้เห็นแค่ Blog แบบมีสาระจากเรา
ทั้งหมดนี้คงจะสร้างความปวดหัวไม่น้อย ถ้าผู้ใช้คนนั้นเป็นสมาชิกในหลาย “Social Networking” มีกลุ่มเพื่อนหลายกลุ่ม มีข้อมูลจำนวนมากที่มาแชร์ให้กลุ่มเพื่อนที่แตกต่างกัน และจะเป็นอย่างไรถ้าผู้ใช้คนนั้นไปสมัครบริการ “Social Networking” อื่นๆเพิ่มอีกเรื่อยๆ
“Social Graph” เป็นแนวคิดเกิดขึ้นมาเพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายข้าม “Social Networking” (Social Networking Portability) โดยมีการนิยามระดับและประเภทของความสัมพันธ์ กลุ่มเพื่อน และสิทธิ์ในการเข้าถึง
ทำให้ในอนาคตผู้ใช้สามารถกำหนด “Social Graph” ของตัวเองใน “Social Networking” หนึ่ง ให้แตกต่างกับอีกที่หนึ่งได้ โดยไม่จำเป็นต้องสมัครสมาชิกใหม่ แต่ใช้วิธีดึง “Social Graph” ของตนมาและเลือกว่าจะให้กลุ่มเพื่อนใน “Social Networking” จะเห็น Profile อะไรของเราบ้าง
นอกจาก Profile ที่ย้ายข้ามไปได้แล้ว กลุ่มเพื่อนก็ยังสามารถย้ายข้ามมาได้เช่นกัน ผู้ใช้ไม่ต้องหาเพื่อนใหม่ แต่สามารถอิมพอร์ตเพื่อนจาก “Social Networking” เดิมที่มีอยู่แล้ว มาอยู่อีกที่ใหม่ได้
Cloud Computing – พลิกโฉมอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์และฮารด์แวร์
พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเครือข่ายที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการพัฒนาบริการใหม่ๆบนโลกอินเตอร์เน็ตก่อให้เกิดสิ่งที่ (คาดว่า) จะยิ่งใหญ่ขึ้นในยุคของ Web 2.0 ที่จะส่งผลกระทบกับธุรกิจและชีวิตประจำวัน นั่นก็คือการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆหรือ Cloud Computing
ในที่นี้จะไม่ขอกล่าวถึงรายละเอียดทางเทคโนโลยีเบื้องหลังที่มีความซับซ้อนสูง แต่จะอธิบายความหมายของ Cloud Computing ในภาษาที่เข้าใจง่ายก็คือ อินเตอร์เน็ตนี้จะเปรียบเสมือนก้อนเมฆก้อนใหญ่ที่ผู้ใช้งานไม่จำเป็นอะไรเลยที่จะต้องรู้ว่ามีอะไรอยู่ภายในก้อนเมฆอินเตอร์เน็ตนั้น แค่เพียงคิดว่า ต้องการข้อมูลอะไร บริการอะไร จากนั้นก็จะสามารถตอบสนองความต้องการได้เพียงแค่ควานหาจากก้อนเมฆนั้น ผู้ใช้งานจะไม่มองถึงซอฟท์แวร์สำหรับการใช้งานอีกต่อไป แต่จะมองถึง “บริการ” ที่ต้องการอย่างแท้จริง (Software as a Service หรือ SaaS)
ถ้ามองในมุมของธุรกิจก็คือ ปกติแล้วในการทำงานของบริษัททั่วไป จำเป็นที่จะต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์ และแต่ละเครื่องก็จำเป็นที่จะต้องมีโปรแกรมพื้นฐานสำหรับสำนักงาน เช่น Microsoft Office สำหรับงานทั่วไปในสำนักงาน
ถ้าบริษัทมีธุรกิจขนาดใหญ่ขึ้น ฐานข้อมูลและการใช้งานแอพลิเคชั่นต่างๆก็จะมีความซับซ้อนมากขึ้น อีกทั้งยังต้องมีการลงทุนทางด้านอุปกรณ์ต่างๆและมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตามมา เช่น เมื่อบริษัทต้องลงทุนด้าน Server เพื่อรองรับระบบงานต่างๆ
และแน่นอนว่ามีค่าใช้จ่ายดูแลรักษาเพิ่มขึ้นตามมาอีกมากมาย
ลองจินตนาการดูว่า ถ้าซอฟท์แวร์ฐานข้อมูล แอพลิเคชั่น และฮาร์ดแวร์ทั้งหลายเหล่านั้น อยู่ในก้อนเมฆอินเตอร์เน็ตหมดโดยที่ไม่จำเป็นต้องซื้อหามาติดตั้งแล้ว
ทำให้บริษัทนั้น:
- ไม่จำเป็นต้องสนใจว่าจะต้องเลือกใช้ซอฟท์แวร์จากที่ไหน ยี่ห้ออะไรดี สำหรับหน้าที่แต่ละอย่างที่ต้องการ
- ไม่ต้องกังวลถึงความเข้ากันได้กับกับซอฟท์แวร์อื่นๆในบริษัทว่ามีมากน้อยเพียงใด
- ไม่ต้องตระหนักถึงการวางแผนการจัดซื้ออุปกรณ์ Computer Server เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ
- ไม่จำเป็นต้องจัดหาผู้เชี่ยวชาญทาง IT ในระดับสูงจำนวนมาก เพื่อมาดูแลระบบอันซับซ้อนต่างๆในบริษัทอีกต่อไป
- สามารถใช้ทรัพยากรเพื่อเน้นหนักไปในทางธุรกิจหลักของตัวเองได้มากขึ้น
นับเป็นการพลิกโฉมรูปแบบธุรกิจในอนาคตอย่างมีนัยยะสำคัญ
แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญในการจำกัดการเข้าถึง Cloud Computing ก็คือประสิทธิภาพของเครือข่ายภายในและภายนอกบริษัทที่จะสามารถทำให้พนักงานทุกคนสามารถเข้าถึง “ก้อนเมฆ” เหล่านั้นได้สะดวกมากน้อยเพียงใด
ตัวอย่างในปัจจุบันที่เห็นเด่นชัดถึงความสำเร็จของ Cloud Computing ก็คือโลโก้รูป “No Software” ของ SalesForce.com ที่รวบรวมซอฟท์แวร์ที่ใช้งานกันภายในสำนักงานไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับงานขาย งานสนับสนุนและบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า งานฐานข้อมูลและวิเคราะห์ ฯลฯ มาอยู่บนเว็บไซต์ทั้งหมด โดยมีธุรกิจยักษ์ใหญ่มากมายมาใช้บริการ
แม้กระทั่งประธานาธิบดีคนล่าสุดของสหรัฐฯ บารัค โอบามา ก็เพิ่งปรับปรุงเว็บไซต์ change.gov ที่เคยใช้ในการหาเสียงลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ให้กลายมาเป็น Citizen’s Briefing Book เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความเห็น และเสนอแนวคิดเพื่อนำไปปรับปรุงเป็นนโยบายต่อไป โดยใช้ระบบ CRM Idea Product ของ SalesForce.com นั่นเอง
![]()
ทางฝั่งเว็บไซต์ Amazon Web Service (AWS) ในเครือ Amazon.com ก็นำเสนอบริการในชื่อ Amazon Simple Storage Service (Amazon S3) สำหรับเก็บไฟล์ข้อมูล (Storage) ฐานข้อมูล (Database) และเสนอบริการ Amazon Elastic Compute Cloud (Amazon EC2) อันโด่งดังที่ให้ผู้ใช้สามารถติดตั้งโปรแกรมที่ต้องการบน Server เสมือน หรือเรียกว่า Virtual Platform โดยที่ผู้ใช้งานไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการจัดซื้อและดูแล server อีก
![]()
ในเดือนตุลาคมปี 2008 ทาง Microsoft ก็ไม่ยอมน้อยหน้าที่จะก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม Cloud Computing โดยได้ใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่า Azure
ทำนองเดียวกันเว็บไซต์เครือข่ายสังคมชื่อดังต่างๆเช่น MySpace, Facebook, Hi5 หรือ LinkedIn ก็ถือเป็นบริการ Cloud Computing ที่นอกจากจะเจาะจงหน้าที่ในการสร้างเครือข่ายสังคมของผู้ใช้งานแล้ว ยังสามารถติดตั้งแอพลิเคชั่นลงบนหน้าเว็บของผู้ใช้งานได้ ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่ของเว็บไซต์เครือข่ายสังคมเหล่านี้มาจากค่าโฆษณา ดังที่กล่าวมาในหัวข้อที่แล้วว่า เมื่อสามารถรู้ถึงความต้องการและคุณลักษณะเบื้องต้นของแต่ละบุคคลแล้ว ทำให้การวางแผนโฆษณาทำได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
นักวิเคราะห์จาก Merril Lynch ได้คาดการณ์ไว้ว่าภายในปี 2011 มูลค่าตลาดของ Cloud Computing สำหรับยุค Web 2.0 นั้นจะสูงถึง 160,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยแบ่งเป็น 95,000 ล้านเหรียญสำหรับตลาดธุรกิจและบริการ (Email, office, CRM และอื่นๆ) และส่วนที่เหลืออีก 65,000 ล้านเหรียญจะมาจากการโฆษณาออนไลน์
Web 3.0 หรือ Semantic Web
ถ้าเปรียบเทียบ Web 1.0 ในยุคแรกเริ่มก็คือ ผู้ใช้สามารถ “อ่าน” อย่างเดียว โดยที่เจ้าของเว็บไซต์เป็นผู้จัดทำเนื้อหาขึ้นมา
พอมาเข้าสู่ยุค Web 2.0 ผู้ใช้นั้นก็สามารถที่จะ “อ่าน + เขียน” หรือเป็นคนสร้างเนื้อหาขึ้นมาเองได้ มีการติดต่อและเชื่อมโยงกับผู้ใช้อื่นๆขึ้นเป็นสังคม โดยที่เว็บไซต์เป็นเพียงตัวกลางสำหรับผู้ใช้ในการเผยแพร่เนื้อหา
จะเป็นอย่างไรถ้าเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้นมานั้นมีมหาศาล และยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่สิ้นสุด แล้วยุคต่อไปผู้ใช้สามารถ “อ่าน + เขียน + สั่งงาน” เว็บไซต์ให้ดำเนินการจัดการเนื้อหาที่มีความยุ่งยากซับซ้อนเหล่านั้นแล้วแสดงผลเพียงแค่สิ่งที่ผู้ใช้ต้องการ
ตัวอย่างเช่น สมมติว่าเราเข้าไปในชุมชนออนไลน์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่มีสมาชิกจำนวนมาก
แล้วเราต้องการค้นหา Blog ของผู้ที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับรถยนต์สัญชาติอินเดียยี่ห้อ Tata
แต่เมื่อใช้คำว่า “tata” เป็น keyword ใช้ค้นหาแล้ว
แล้วปรากฎผลออกมาเป็น Blog เกี่ยวกับนักร้องสาวที่ชื่อเดียวกันนี้ พร้อมๆกับรายชื่อของ Blog ที่เกี่ยวกับรถยนต์
แต่เมื่อชุมชนออนไลน์ขนาดใหญ่นี้เริ่มเข้าสู่ยุคต่อไป เมื่อผู้ใช้คนหนึ่งที่ปกติชอบศึกษาเรื่องรถเป็นประจำ เข้ามาค้นหา Blog ในชุมชนแห่งนี้แล้ว ข้อมูลเบื้องหลังเกี่ยวกับผู้ใช้คนนั้นจะถูกนำไปประมวลผลแล้วเชื่อมโยงความเป็นไปได้กับผลการค้นหาที่ต้องการ ผลที่แสดงคือ รายชื่อของ Blog ที่เขียนเกี่ยวกับรถยนต์ยี่ห้อ Tata ตามที่เขาต้องการ
คำนิยาม Web 3.0 ยังไม่ได้ถือเป็นข้อสรุปอย่างเป็นทางการโดยองค์กรใด ในปัจจุบันความหมายของ Web 3.0 ก็ยังมีผู้เชี่ยวชาญหลายคนให้ความเห็นที่แตกต่างกันออกไป เช่น
Eric Schmidt CEO ของ Google ให้ความเห็นว่าในยุค Web 3.0 นี้จะเป็นการเชื่อมต่อ Application ชิ้นเล็กๆที่ทรงประสิทธิภาพเข้าด้วยกัน และข้อมูลต่างๆที่นำมาใช้จะอยู่ใน “ก้อนเมฆ” โดยที่ Application เหล่านั้นจะมีคุณสมบัติต่อไปนี้
- สามารถทำงานบนอุปกรณ์ใดก็ได้ ทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ
- มีขนาดเล็ก สามารถดัดแปลงแก้ไขได้
- สามารถเผยแพร่ ส่งต่อไปยังผู้ใช้อื่นผ่านอีเมล์ หรือเครือข่ายสังคมเพื่อให้ใช้งานได้
Nova Spivack หลานของ Peter F. Drucker ปรมาจารย์ทางด้านการบริหารจัดการของโลก ผู้ซึ่งเป็นคนก่อตั้ง Radar Networks หนึ่งในผู้บุกเบิกเว็บไซต์ประเภท Semantic Web ได้ให้คำนิยามไว้ว่ายุคต่อไปที่เป็นของ Web 3.0 ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในปี 2010-2020 นั้นจะประกอบไปด้วยการพัฒนาของสิ่งต่างๆต่อไปนี้
- Ubiquitous Connectivity – การเชื่อมต่อจะต้องเป็นที่ใด เมื่อไรก็ได้ ซึ่งก็คือการพัฒนาของเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตไร้สายและบนโทรศัพท์มือถือ
- Cloud Computing – หรือที่กล่าวมาแล้วว่า เมื่อใดที่ผู้ใช้ต้องการข้อมูลใดก็ตาม เขาต้องสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย โดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้ถึงเบื้องหลังในการหาข้อมูลนั้น
- Open Technologies – มีการเปิดกว้างในการพัฒนาแอพลิเคชั่นในการใช้งานต่างๆ ในรูปแบบของ Open-source ที่อนุญาตให้มีการนำไปพัฒนาต่อยอดกันได้
- Open Identity – ข้อมูลของผู้ใช้จะสามารถถ่ายโอนไปยังเว็บไซต์อื่นได้ ทั้งนี้รวมไปถึงการทำให้มีบัญชีผู้ใช้เพียงชุดเดียว (Single Sign-on Account) แล้วสามารถเข้าได้ทุกเว็บไซต์
- World Wide Database – ฐานข้อมูลของแต่ละเว็บไซต์จะเชื่อมต่อกันเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่มโหฬาร
- Natural Language Processing – ในการจะสั่งให้เว็บไซต์ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ใช้จะสามารถใช้คำสั่งด้วยภาษาธรรมชาติของมนุษย์ หมายความว่าผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในระดับที่สามารถเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เลยก็ยังสามารถสร้าง application ขึ้นมาใช้งานเองได้
- Semantic Web – เป็นกุญแจสำคัญในเว็บ 3.0 ด้วยองค์ประกอบที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น จะทำให้เว็บไซต์มีลักษณะเป็น Aggregator อย่างเต็มตัว โดยจะทำการเชื่อมโยงฐานข้อมูลต่างๆทั่วโลก และมีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือเรียกง่ายๆว่าโปรแกรมนั้น “คิดด้วยตัวเอง” ในการที่จะประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ใช้งานที่สั่งการด้วยภาษาที่มนุษย์เข้าใจได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นภาษาทางคอมพิวเตอร์
- นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาทางด้านกราฟฟิคสำหรับแสดงผลบนเว็บเช่นมาตรฐาน SVG (Scalable Vector Graphic) ที่จะทำให้รูปภาพและกราฟฟิคต่างๆนั้นสามารถปรับเปลี่ยนไปตามข้อมูลที่สัมพันธ์กับรูปภาพนั้นได้
ส่วนในมุมมองของ Tim O’Reilly – CEO ของ O’Reilly Media เจ้าพ่อสื่อสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับวงการคอมพิวเตอร์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในโลก และยังเป็นคนริเริ่มจัดการประชุมเกี่ยวกับ Web 2.0 กลับแสดงความเห็นที่ขัดแย้งกับ Nova Spivack ว่า ไม่ควรใส่ใจกับคำว่า Web 3.0 เพราะมันเป็นเพียงศัพท์ทางการตลาดเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์ทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Semantic Web เท่านั้น
Tim ได้กล่าวถึงในอดีตที่ผ่านมาเมื่อมีการประชุม Web 2.0 ขึ้นและมีการใช้คำว่า Web 2.0 ครั้งแรกในโลกนั้น จุดประสงค์เพื่อฟื้นฟูสภาวะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์หลังฟองสบู่ของยุค dot com แตก หาใช่การพูดถึงการพัฒนาเทคโนโลยีไม่ ดังนั้นถ้าจะพูดถึงเทคโนโลยีก็ขอให้พูดถึง Semantic Web โดยตรงเลย ไม่ใช่ Web 3.0
ณ ปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อสรุปที่เป็นทางการร่วมกันในระดับองค์กร สำหรับการจัดมาตรฐาน Web 3.0 แต่ไม่ว่าเราจะเรียกยุคของเว็บไซต์ต่อไปว่าเป็นอะไรก็ตาม Keyword สำคัญก็คือ Semantic Web เพราะเป็นคำเรียกถึงเทคโนโลยีของเว็บไซต์ที่นิยามค่อนข้างชัดเจนและถูกบรรจุเป็นมาตรฐานขององค์กรเว็บไซต์สากล (World Wide Web Consortium – W3C)
Semantic Web – มาตรฐานสำหรับเว็บยุคถัดไป
![]()
จากที่กล่าวมาข้างต้นว่า ในยุคถัดไปความสามารถของเว็บไซต์จะเริ่มเรียกว่า “ฉลาดขึ้น” ด้วย
บ่อยครั้งนักที่เรารู้สึกไม่พอใจกับการค้นหาสิ่งที่ต้องการ ทำให้ผู้ใช้งานต้องเพิ่มจำนวน Keyword เข้าไปมากขึ้นเพื่อลดขอบเขตของการค้นหาให้แคบ และตรงจุดมากขึ้น แนวคิดของ Semantic Web จะนำมาใช้แก้ปัญหาตรงจุดนี้
โดยปกติข้อมูลบนเว็บไซต์นั้นประกอบด้วยสามองค์ประกอบหลักคือ
- Content คือตัวเนื้อหา หรือข้อมูลที่ต้องการสื่อไปถึงมนุษย์
- Presentation คือการแสดงผล การจัดวาง สีสัน ลวดลาย
- Metadata คือข้อมูลที่บ่งบอกรายละเอียดอื่นๆเกี่ยวกับเนื้อหานั้น
ถ้าเปรียบเทียบกับชีวิตประจำวันเป็นหลอดยาสีฟัน Content ก็คือเนื้อยาสีฟัน Presentation ก็คือการ design ตัวหลอดยาสีฟันให้บีบใช้ง่าย และ Metadata ก็คือฉลาก วิธีใช้ องค์ประกอบของเนื้อยาสีฟัน ข้อควรระวัง ฯลฯ
จากการเพิ่มจำนวนของเว็บไซต์ที่มากมายและเนื้อหาที่กระจัดกระจายนั้น Metadata จะเป็นส่วนที่สำคัญของ Semantic Web ในการที่จะจัดการกับเนื้อหาเหล่านั้น โดยใน Metadata จะแบ่งออกเป็นส่วนย่อยๆต่างๆ และมีหลักการในการ “เชื่อมโยง” และหาความสัมพันธ์กันระหว่างชุดข้อมูล เพื่อให้ application สามารถนำไปประมวลผลและแสดงผลได้ตรงตามต้องการ
อธิบายง่ายๆโดยใช้ตัวอย่างหลอดยาสีฟันหลอดเดิมได้ว่า บนฉลากจะมีระบุบอกว่าตรงส่วนนี้เป็นวิธีใช้ ส่วนนี้เป็นสารประกอบของเนื้อยาสีฟัน ส่วนนี้เป็นเลขใบรับรองของ อย. ตรงส่วนนี้เป็นสถานที่ผลิต เมื่อมีชายคนหนึ่งมีประวัติการแพ้สารฟลูออไรด์บนยาสีฟันเข้ามา ระบบก็จะทำการคัดเลือกตามฉลากเพื่อเอายาสีฟันที่ไม่มีสารฟลูออไรด์มาเสนอให้ ยิ่งไปกว่านั้นระบบก็อาจจะทำการส่งข้อมูลกลับไปตามที่อยู่ในสถานที่ผลิต เพื่อแจ้งเป็นสถิติให้ผู้ผลิตทราบว่ามีผู้แพ้สารฟลูออไรด์นี้เพื่อทำการปรับปรุงแก้ไขต่อไป
หลักการในเชิงเทคโนโลยีของ Semantic Web อย่างละเอียดจะไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้ และเมื่อมาดูแนวโน้มของ Semantic Web ในอนาคตอันใกล้ ก็จะพบว่า เหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งได้พากันคาดการณ์และมีการดำเนินการเพื่อเตรียมพร้อมแล้วดังนี้
![]()
ในปี 2007 Thomson Reuters ยักษ์ใหญ่อันดับ 1 ของโลกในด้านข้อมูลและข่าวสารได้เข้าเจรจาซื้อกิจการของ ClearForest เจ้าของบริการ OpenCalais.com เพื่อใช้นำมาจัดการ Content ทั้งในด้านการเงิน การลงทุน การวิจัยต่างๆที่มีอยู่อย่างมหาศาลโดยใช้ Semantic Technology ในการเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้น
![]()
เดือนพฤษภาคม ปี 2008 Yahoo ได้เริ่มบริการ SearchMonkey ที่ให้นักพัฒนาสามารถพัฒนา Application ครอบบน Search Engine ของ Yahoo ได้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาโดยใช้หลัก Semantic Markup
![]()
ถัดมาในเดือนกรกฎาคม ปีเดียวกัน ทาง Microsoft ได้เข้าซื้อกิจการของ Powerset เพื่อนำเทคโนโลยี Natural Language Search Engine ไปปรับปรุงเข้ากับ Live Search ของ Microsoft
สิ่งต่างๆเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า พลังของ Semantic Web และเทคโนโลยีอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ที่จะช่วยพลิกโฉมอุตสาหกรรมเว็บไซต์ในอนาคตอันใกล้นั้นเป็นสิ่งที่หลายบริษัทคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะผลักดันให้ยุครุ่งเรื่องของ dot com กลับมาอีกครั้ง แต่จะสำเร็จหรือไม่ก็ยังคงต้องติดตามกันต่อไป…
สรุป
| สิ่งที่เกิดขึ้นในวงการ Web2.0 ในปี 2008 | แนวโน้ม Web2.0 ในปี 2009 |
|
|
Note:
บทความนี้ เขียนโดย วรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง และ พัฐวร ผ่องแผ้ว
ได้รับเลือกให้ตีพิมพ์ลงใน นิตยสาร Competitiveness Review 2009
ขอบคุณค่ะ เรียนด้าน New Media อยู่
เป็นประโยชน์มากๆ ได้ความรู้ใหม่ๆขึ้นมากเลย
เยี่ยมมากครับ บทความนี้